สารจากประธานกรรมการ

นับจากปี 2559 ที่บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯได้พัฒนาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบริหารจัดการภายใน การยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานจนเป็นที่ยอมรับของบริษัทน้ำมันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับสัดส่วนของธุรกิจแต่ละประเภท เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและอุตสาหกรรมการขนส่งน้ำมันฯ ทางทะเลที่มีความผันผวนตามการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมโลกด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ

ปี 2562 ถือเป็น “ปีแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด” ของบริษัทฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมัน (Floating Storage Units “FSU”) และธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศ หลังจากที่ได้มีการปรับแผนการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจตั้งแต่ปลายปี 2561 ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอุตสาหกรรม โดยธุรกิจ FSU สามารถสร้างรายได้ถึง 1,940.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 39.1 และมีรายได้จากธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศ 2,268.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.5 จากปีที่ผ่านมา และผลจากการปรับแผนการปรับสัดส่วนธุรกิจดังกล่าวทำให้รายได้จากธุรกิจ FSU ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีสัญญาเช่าระยะยาวมีสัดส่วนถึงร้อยละ 36.3 ของรายได้ทั้งหมดในปี 2562 ส่วนรายได้จากธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศ ซึ่งมีสัญญาให้บริการแบบต่อเนื่องระยะยาว (Long Term COA Contract) กับบริษัทน้ำมันทั้งในประเทศและต่างประเทศเกือบทั้งหมด มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 42.4 ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศมีค่าบริการเรือที่ตกลงร่วมกันกับลูกค้าเป็นสัญญาระยะยาว โดยบริษัทฯ สามารถปรับอัตราค่าบริการได้ตามราคาตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำให้ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่กระทบต่อกำไรขั้นต้นของบริษัทฯ การขยายธุรกิจดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการในปี 2562 จำนวน 5,346.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,122.5 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 19.4 และร้อยละ 52.6 ตามลำดับ

จากการที่องค์กรการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) บังคับใช้มาตรการ IMO2020 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการเดินเรือขนส่งระหว่างประเทศต้องใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ (0.5% โดยน้ำหนัก) เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตากำมะถันสูง (3.5% โดยน้ำหนัก) ยกเว้นเรือที่ติดตั้งระบบบำบัดอากาศเสีย หรือ Scrubber บนเรือเพื่อดักจับสารกำมะถันจากอากาศเสียที่เกิดจากการเดินเครื่องเรือ ซึ่งยังมีจำนวนน้อย ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ดังนั้น ความต้องการใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ (0.5% โดยน้ำหนัก) จึงเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันเตาเพิ่มการใช้เรือ FSU สำหรับจัดเก็บและผสมน้ำมันเตาเพื่อให้ได้น้ำมันกำมะถันต่ำ (0.5% โดยน้ำหนัก) ตามข้อกำหนดของ IMO สำหรับขายให้เรือเดินทะเลระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากเรือ FSU สามารถกักเก็บและผสมน้ำมันได้หลายชนิดและมีความคล่องตัวในการขนถ่ายน้ำมันจากเรือบรรทุกน้ำมันได้ทุกประเภทและขนาด เมื่อเทียบกับการเก็บและผสมน้ำมันในถังเก็บบนพื้นดินที่มีข้อจำกัดด้านขนาดและจำนวนท่าเทียบเรือ ซึ่งในปี 2562 บริษัทน้ำมันข้ามชาติทั้งจากทวีปยุโรปและเอเชียเลือกมาใช้บริการ FSU ของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอีก 3 ลำ เนื่องจากบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการปรับมาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นระดับสากล ความคล่องตัวในการตัดสินใจ การลงทุนได้รวดเร็วทันต่อความต้องการของลูกค้า และเมื่อรวมกับเรือที่ให้บริการอยู่เดิม 5 ลำ ทำให้บริษัทฯ มีเรือ FSU ให้บริการ ณ ปลายปี 2562 ทั้งสิ้น 8 ลำ โดยให้บริการอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นเรือ FSU ลำแรกของประเทศไทย จำนวน 1 ลำ และให้บริการอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย 7 ลำ หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 41 ของธุรกิจเรือ FSU ทั้งหมดที่ให้บริการอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังสามารถเจรจาปรับราคาค่าบริการเรือ FSU เพิ่มขึ้นได้ตามอุปสงค์ของการผสมและกักเก็บน้ำมันเตากำมะถันต่ำที่ปรับสูงขึ้นด้วย

ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันฯ ในประเทศของบริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี และมีสัดส่วนทางการตลาดมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย

โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงขยายธุรกิจโดยการรับเรือต่อใหม่ขนาด 3000 DWT จำนวน 5 ลำ (ที่มีขนาด 1,800 - 2,000 DWT) และเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอีก 2 ลำ โดยเรือใหม่ทั้งหมด เป็นเรือที่มีเปลือก 2 ชั้น (Double Hulls) ซึ่งได้รับการออกแบบให้กินน้ำตื้นเพื่อให้สามารถเพิ่มระวางบรรทุก นอกจากนั้นบริษัทฯยังเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท บิ๊กซี จำกัด (“บิ๊กซี”) เพิ่มอีกร้อยละ 10 ตามสัญญาซื้อขายหุ้นที่ตกลงไว้ ทำให้ในปี 2562 บริษัทฯ ถือหุ้นในบิ๊กซีคิดเป็นร้อยละ 80 ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด โดยบิ๊กซีก็ขยายธุรกิจโดยการรับเรือต่อใหม่ขนาด 5,300 DWT อีก 1 ลำ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นเมื่อรวมเรือขนส่งน้ำมันในประเทศทั้งหมดของบริษัทฯ และบิ๊กซีจะมีจำนวนทั้งสิ้น 31 ลำ มีระวางบรรทุก 101,363.03 DWT ณ ปลายปี 2562 เปรียบเทียบกับจำนวนเรือ 26 ลำ มีระวางบรรทุก 83,251 DWT เมื่อปลายปี 2561

การขยายธุรกิจเรือ FSU และเรือขนส่งน้ำมันในประเทศที่ได้ดำเนินการและประสบความสำเร็จตามที่กล่าวข้างต้น จะสร้างรากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาวในขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้าและระดับการให้บริการด้านอื่น ๆ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจเรือขนส่งและสนับสนุน งานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทางทะเล ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่าง ประเทศ และธุรกิจบริหารจัดการเรือ ในปี 2562 โดยพร้อมที่จะขยายธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าต่อไปเมื่อสภาวะตลาดเอื้ออำนวย และบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันฯ ไปยังประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งธุรกิจใกล้เคียงเพื่อขยายฐานรายได้และสร้างความหลากหลายของธุรกิจให้สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาด อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวต่อไป

รวมเรือขนส่งน้ำมัน
ในประเทศทั้งหมด 31 ลำ

ระวางบรรทุก 101,363.03 DWT

รายได้จากการให้บริการในปี 2562

จำนวน 5,346.7 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 1,122.5 ล้านบาท

ในด้านการบริหารงาน บริษัทฯ ได้ยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ควบคู่ไปกับการสร้าง ๆ ความยั่งยืนให้กับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โดยมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายและให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งในปี 2562 บริษัทฯ ได้รับคะแนนการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” ที่ (Excellent CG) จากการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (CSR) ประจำปี 2562 ของสถาบันกรรมการ บริษัทไทย (IOD) โดยการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทำให้บริษัทฯ ได้รับการรับรองเป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) โดยเป็น 1 ใน 417 บริษัทที่ได้รับการรับรองจากผู้แสดงเจตนารมณ์เข้ารวมโครงการ 953 บริษัท อีกด้วย

ในโอกาสนี้ ผมในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณ คณะผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ที่ร่วมกันทำงานด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท จนทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี 2562 และขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้มีอุปการคุณ และผู้มีส่วนได้เสียรวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และการสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา และขอให้ทานเชื่อมั่นว่าบริษัทฯจะดำเนินธุรกิจด้วยโดยยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนต่อไป

ขยายธุรกิจโดยการรับเรือต่อใหม่
ขนาด 3,000 DWT

จำนวน 5 ลำ

นายบวร วงศ์สินอุดม
ประธานกรรมการ