สารจากประธานกรรมการ

ถึงแม้ว่าทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ลุกลาม และส่งผลกระทบต่อวิธีการดำเนินธุรกิจและระบบเศรษฐกิจภาพรวมอย่างรุนแรง ตลอดทั้งปี 2563 ที่ผ่านมา แต่บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ก็สามารถดำเนินงานและขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่วางไว้ทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้รวมในปี 2563 จำนวน 5,925.8 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,701.6 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 10.8 และร้อยละ 51.6 ตามลำดับ

ผลจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจตั้งแต่ปลายปี 2561 ถึงปี 2562 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอุตสาหกรรม ได้ส่งผลให้ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมัน (Floating Storage Units “FSU”) สามารถสร้างรายได้สูงถึง 3,246.8 ล้านบาท ในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 67.4 และจากการที่บริษัทฯ สามารถแก้ปัญหาของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศ (Domestic Tanker) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันอากาศยานที่ลดลงมากตามจำนวนเที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศ ซึ่งลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยการปรับแผนการใช้เรือให้เหมาะสมกับเส้นทางและปริมาณการขนส่ง พร้อมกับปรับลดการเช่าเรือเสริมจากบุคคลภายนอก ทำให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้โดยไม่หยุดชะงัก และยังคงสามารถรักษาอัตราการใช้งานของกองเรือขนส่งน้ำมันในประเทศทุกลำให้อยู่ในระดับสูง โดยในปี 2563 ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศ สร้างรายได้จำนวน 2,035.7 ล้านบาท ซึ่งลดลงร้อยละ 10.2 จากปี 2562 ขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ยังคงสามารถดำเนินงานได้ตามแผนงาน โดยที่รายได้จากธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ (International Tanker) และธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทางทะเล (Offshore) ยังเป็นไปตามแผน ดังนั้น สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ FSU และธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศ จึงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบเทียบกับรายได้รวม ในปี 2563 บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการเสริมศักยภาพของธุรกิจทุกกลุ่ม เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งที่มาของรายได้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการผันผวนของราคาน้ำมันและราคาเศรษฐกิจของโลก ทำให้ธุรกิจโดยรวมของบริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยในปลายปี 2563 บริษัทฯ ได้ตกลงทำสัญญาเพื่อเข้าซื้อกิจการบริษัท ไทยออยล์มารีน จำกัด ซึ่งทำธุรกิจเรือขนส่งปิโตรเคมีในประเทศและระหว่าง ประเทศ โดยมี Chemical Tanker จำนวน 5 ลำให้บริการขนส่งปิโตรเคมีให้แก่บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในกลุ่มไทยออยล์ ธุรกิจเรือขนส่งบุคลากรและวัสดุสนับสนุนงานขุดเจาะปิโตรเลียม ธุรกิจซ่อมแซมและรื้อถอนแท่นขุดเจาะกลางทะเล โดยมี Crew Boat จำนวน 13 ลำ ซึ่งมีสัญญาให้บริการระยะยาวแก่กลุ่มบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โดยการ ลงทุนครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถขยายกองเรือและเพิ่มศักยภาพของธุรกิจเรือขนส่ง ปิโตรเคมีในประเทศและระหว่างประเทศระยะยาวแก่กลุ่มไทยออยล์ เพิ่มเติมขอบข่ายการให้บริการในธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทางทะเล (Offshore) ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าความต้องการ Crew Boat จะเพิ่มขึ้นจากการที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตกลับมาทำการขุดเจาะมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ให้บริการเรือขนส่งน้ำมันดิบระหว่างประเทศขนาดใหญ่ (Very Large Crude Carrier “VLCC”) จำนวน 3 ลำ ซึ่งจะเสริมให้ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ (International Tanker) ของบริษัทฯให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นและมีรายได้ที่แน่นอน ทั้งนี้ เมื่อการซื้อกิจการ ซึ่งคาดว่า จะเสร็จสมบูรณ์ภายในกลางปี 2564 จะทำให้ ทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันในประเทศ ธุรกิจ FSU ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ ธุรกิจOffshore และธุรกิจบริหารจัดการเรือ (Ship Management) มีความเข้มแข็งใกล้เคียงกันทั้งหมด และจะช่วยลดผลกระทบจากการผันผวนของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งได้ในระยะยาว บริษัทฯ ยังจะได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกัน (Synergy) ระหว่างธุรกิจของกลุ่มบริษัท ไทยออยล์มารีน จำกัด และกลุ่มบริษัทฯ อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารงานได้อีกมาก

ด้านการบริหารงาน บริษัทฯ ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งในปี 2563 บริษัทฯได้รับคะแนนการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG) จากการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยการ สนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทำให้บริษัทฯ ได้รับการรับรองเป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) โดยเป็น 1 ใน 457 บริษัทที่ได้รับการรับรองจากผู้แสดงเจตนารมณ์ เข้าร่วมโครงการ 1,047 บริษัทอีกด้วย

สำหรับปี 2564 ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทายที่สำคัญของบริษัทฯ ทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่น คือแผนธุรกิจที่บริษัทฯ ดำเนินการขยายงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวมถึงการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมประกอบกับความมุ่งมั่นของคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานทุกท่านในการทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพจะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้บริษัทฯ ข้ามพ้นสถานการณ์ วิกฤติในครั้งนี้ และสามารถเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ผมในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณคณะผู้บริหารและพนักงานทุกท่านที่ร่วมมือกันปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างเต็มกำลังความสามารถ จนทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี 2563 และขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้มีอุปการคุณ และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา และขอให้ท่านเชื่อมั่นว่าบริษัทฯ จะดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกภาคส่วน