สารจากประธานกรรมการ

ปี 2561 เป็นปีที่บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (“บริษัทฯ”) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่มีต่อธุรกิจเรือเก็บน้ำมันดิบและน้ำมันเตา (Floating Storage Unit “FSU”) โดยการปรับลดจำนวนเรือ FSU ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่ลดลงและหันมาเร่งขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศอย่างก้าวกระโดด ทำให้บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการทั้งสิ้นในปี 2561 จำนวน 4,479.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 746.4 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2560 โดยมีสัดส่วนรายได้ของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30 ในปี 2560 เป็นร้อยละ 42.4 ในปี 2561 ซึ่งสะท้อนถึงผลของการปรับปรุงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผล

ความผันผวนของสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่เอื้ออำนวยให้ผู้ค้าน้ำมันเก็บน้ำมันเพื่อเก็งกำไรในอนาคตตลอดทั้งปี 2561 ประกอบกับความต้องการน้ำมันเตาของโรงกลั่นขนาดเล็กในประเทศจีนที่ระงับลง ส่งผลให้ความต้องการใช้และอัตราค่าเช่าเรือ FSU ของบริษัทฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ด้วยการติดตามบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาฐานลูกค้าหลักซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศสิงคโปร์ไว้ได้ โดยให้บริการเรือ FSU เพื่อเก็บและผสมน้ำมันเตาจอดในประเทศมาเลเซีย จำนวน 4 ลำ และเรือ FSU ใช้เป็นคลังเก็บน้ำมันดิบเพื่อไว้ใช้ในการผลิตให้แก่ลูกค้าที่เป็น โรงกลั่นน้ำมันในประเทศได้อีก 1 ลำ รวมเป็น FSU 5 ลำ ลดลงจากปี 2560 2 ลำ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ในขณะเดียวกันคณะกรรมการและผู้บริหารได้ร่วมกันศึกษาและกำหนดทิศทางธุรกิจของบริษัทฯ ใหม่ โดยให้เน้นการขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศซึ่งยังมีการเติบโตที่ดีมาก เพื่อชดเชยรายได้จากธุรกิจ FSU ที่ลดลง ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้เร่งการเจรจาเพื่อซื้อกิจการของบริษัท บิ๊กซี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ใหญ่เป็นลำดับสอง รองจากบริษัทฯ จนประสบความสำเร็จ โดยสามารถซื้อหุ้นร้อยละ 70 ของบริษัท บิ๊กซี จำกัด ได้เสร็จเรียบร้อยในราคา 1,540 ล้านบาท (โดยแบ่งออกเป็นชำระโดยเงินสด 1,400 ล้านบาท และภาระผูกพันที่ต้องชำระอีกจำนวน 140 ล้านบาท) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 และมีข้อตกลงที่จะซื้อหุ้นที่เหลือเพิ่มอีกร้อยละ 10 ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี ในราคาที่ได้ตกลงร่วมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท บิ๊กซี จำกัด ในแต่ละปี การเข้าซื้อกิจการบริษัท บิ๊กซี จำกัด ดังกล่าว ทำให้กองเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอีก 13 ลำทันที และส่งผลให้บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดด้านการขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.9 ในปี 2560 เป็นร้อยละ 49.3 ในปี 2561 และจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเมื่อบริษัทฯ ซื้อหุ้นบริษัท บิ๊กซี จำกัด ครบทั้งหมด

อนึ่ง การขยายธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเป็นแผนงานเดิมที่วางไว้ในการระดมทุนจากการนำหุ้นของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกันยายน 2560 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะทยอยต่อเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มขึ้นพร้อมกับการขยายธุรกิจซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้นการซื้อกิจการของบริษัท บิ๊กซี จำกัด จึงเป็นเพียงการเร่งการดำเนินการตามแผนงานเดิมที่มีประสิทธิภาพมาก นอกจากจะร่นระยะเวลาในการต่อเรือและการจัดหาบุคลากรในการบริหารจัดการเรือแล้ว ยังทำให้บริษัทฯ ได้ลูกค้าระยะยาวซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันข้ามชาติและบริษัทโรงกลั่นในประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยบริษัทฯ มีเงินทุนที่ระดมได้จากการทำ IPO ในปี 2560 มาใช้ในการลงทุนครั้งนี้ได้เพียงพอและยังมีวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจด้านอื่น ๆ รวมถึงธุรกิจ FSU ที่บริษัทฯ เชื่อว่าจะกลับมาเติบโตอีกในอนาคต

สำหรับแผนงานที่จะต่อเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเพื่อทดแทนเรือปัจจุบันที่มีอายุการใช้งานมากและใกล้ถึงกำหนดเปลี่ยน เพื่อให้ได้มาตรฐานสากลตามที่ตกลงไว้กับลูกค้าและเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจของลูกค้ายังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 บริษัทฯ ต่อเรือใหม่แล้วเสร็จจำนวน 1 ลำ และคาดว่าในปี 2562 จะแล้วเสร็จอีก 6 ลำ ทำให้ ณ ปลายปี 2562 บริษัทฯ จะมีเรือสำหรับขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศรวม 29 ลำ โดยมีอายุเฉลี่ย 12.4 ปี ลดลงจากปี 2560 ทีมีอายุเฉลี่ย 15.3 ปี และ บริษัทฯ ยังซื้อเรือขนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มอีก 1 ลำ ในระหว่างปี 2561 เนื่องจากบริษัทฯ เห็นว่าเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของบริษัทฯ อยู่แล้ว ทั้งนี้ฝ่ายธุรกิจ Ship Management จะเป็นผู้จัดเตรียมบุคลากรเรือที่มีความชำนาญ เพื่อการดำเนินงานสำหรับเรือที่บริษัทฯ จัดหาเพิ่มอย่างพอเพียงและสอดคล้องกับเวลาที่เรือพร้อมปฏิบัติการ

ในปี 2561 บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการปรับปรุงระบบบริหารงาน ระบบบริหารความเสี่ยงและ ระบบการควบคุมภายใน พร้อมกับการพัฒนาบุคลากรของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความพร้อมที่จะรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในระยะยาวและบริษัทฯ ยังกำหนดแผนงานที่จะปรับระบบการทำงานของ บริษัทฯ และของบริษัท บิ๊กซี จำกัด ให้สอดคล้องกัน โดยร่วมกันศึกษาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร สำหรับการกำกับดูแลกิจการที่ดี บริษัทฯ ได้รับผลการประเมินด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนไทยประจำปี 2561 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ในระดับดีมาก โดยที่บริษัทฯ เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพียง 1 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนมีระบบบริหารจัดการ ที่มีประสิทธภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทฯ เข้าเกณฑ์ SET 100 ในเดือนมิถุนายน 2561

สำหรับปี 2562 สถานการณ์ตลาดเริ่มพัฒนาไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของบริษัทฯ มากขึ้น โดยคาดว่าธุรกิจ FSU จะได้รับประโยชน์จากมาตรการของ International Marine Organization (“IMO”) ที่กำหนดให้ลดสัดส่วนสารกำมะถันในน้ำมันเตาที่ใช้ในเรือเดินทะเลจากร้อยละ 3.5 เป็นร้อยละ 0.5 โดยน้ำหนัก เริ่มตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งทำให้ผู้ค้าน้ำมันมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการนำน้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำมาผสมกับน้ำมันเตาที่มีกำมะถันสูง เพื่อให้ได้น้ำมันเตาที่มีสัดส่วนสารกำมะถัน ร้อยละ 0.5 ตามมาตรฐานที่ IMO กำหนด ซึ่งเรือ FSU จะเหมาะสมกับการเก็บและการผสมดังกล่าว เนื่องจากเรือ FSU มีอุปกรณ์ทำความร้อนให้กับเตาน้ำมันที่เก็บและมีอุปกรณ์ในการผสมน้ำมันตามสัดส่วนที่ลูกค้าต้องการได้คล่องตัวและสามารถดำเนินการได้ทันที ในขณะที่กฎระเบียบของประเทศสิงคโปร์ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้ค้าน้ำมันเก็บน้ำมันเตาและผสมในถังน้ำมันบนบกในประเทศสิงคโปร์ได้คล่องตัวเหมือนเรือ FSU นอกจากนั้น บริษัทโรงกลั่นน้ำมันและยางมะตอยในประเทศมาเลเซียก็ติดต่อขอใช้บริการ FSU ของบริษัทฯ เพื่อเป็นคลังเก็บน้ำมันดิบไว้ใช้ในการกลั่นในลักษณะเดียวกับโรงกลั่นในประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย ในขณะที่ตลาดเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศที่ค่าระวางอยู่ในระดับต่ำมานานก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2561 เนื่องจากมีการ Scrap เรือเก่ามากขึ้น ทำให้จำนวนเรือที่ให้บริการน้อยลง จึงเป็นประโยชน์ต่อเรือ Aframax 2 ลำของบริษัทฯ ซึ่งคาดว่าจะมี ผลประกอบการที่ดีขึ้นในปี 2562 ส่วนธุรกิจการให้บริการเรือสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันในประเทศ ก็มีสัญญาให้บริการเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 จนถึงกันยายน 2562 และคาดว่าในปลายปี 2562 ความต้องการใช้เรือสนับสนุนสำหรับการขุดเจาะในอ่าวไทยจะเริ่มชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้ลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับการให้สัมปทานขุดเจาะและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชกับปตท.สผ. แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562

จากแนวโน้มของธุรกิจที่ดีขึ้นดังกล่าว ประกอบกับความพร้อมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับความพร้อมด้านการเงิน และด้านความพร้อมด้านโครงสร้างธุรกิจที่มีความคล่องตัวสูง บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายธุรกิจและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สำหรับปี 2561 ซึ่งนับเป็นปีที่มีความท้าทายมากสำหรับธุรกิจการให้บริการขนส่งทางเรือ แต่บริษัทฯ ก็สามารถแก้ปัญหาจนประสบความสำเร็จในการสร้างผลกำไรได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ ดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น ผมจึงมีความยินดีที่จะแจ้งให้ท่านผู้ถือหุ้นทราบว่า คณะกรรมการมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลจำนวน 0.14 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 91.6 ของกำไรสุทธิของบริษัท พรีมา มารีน จำกัด (มหาชน)

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการบริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) ผมขอแสดงความ ชื่นชมต่อผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ ทุกท่านที่ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ด้วยความรับผิดชอบต่อองค์กร สามารถนำแผนกลยุทธ์ ที่ปรับเปลี่ยนมาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผลได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้า สถาบันการเงิน พันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนราชการ ผู้มีอุปการคุณและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการทำธุรกิจทุกท่าน ที่ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ประสบความสำเร็จด้วยดีตลอดมา

นายบวร วงศ์สินอุดม
ประธานกรรมการ
บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน)