PRM
06 กรกฎาคม 2565 16:35
5.05 บาท
เปลี่ยนแปลง (% เปลี่ยนแปลง)
-0.10(-1.94%)
ปริมาณซื้อขาย (หุ้น)
2,381,027
มูลค่าการซื้อขาย ('000 บาท)
12,139
หน่วย:ล้านบาท
สินทรัพย์รวม
รายได้จากการให้บริการ
กำไรสุทธิ
ดาวน์โหลดเอกสารนักลงทุน
แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ปี 2564
รายงานประจำปี ปี 2563
Financial Statement ไตรมาส 1/2565

‘บมจ.พริมา มารีน’ หรือ (“PRM”) ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมฯ ขยายตัวต่อเนื่อง แม้มีความเสี่ยงการระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แต่เชื่อปีนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว ดันความต้องการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น หนุนกลุ่มธุรกิจเรือขนส่งภายในประเทศเติบโตดี ขณะที่กลุ่มธุรกิจเรือขนส่งระหว่างประเทศ จะเป็นหัวหอกขับเคลื่อนการเติบโต หลังเตรียมรับเรือ VLCC อีก 2 ลำภายในปีนี้

นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) (“PRM”) ผู้ให้บริการขนส่งและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเหลวทางเรือรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง แม้มีความเสี่ยงจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่ทว่ามีอาการไม่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่ออัตราการเสียชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ภาครัฐเร่งระดมฉีดวัคซีนเข็ม 3 โดยคาดว่าหากประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นจะทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ จะทยอยฟื้นตัวจากนโยบายผ่อนคลายของภาครัฐ ส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศกลับมาคึกคักตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2565 รวมถึงความต้องการใช้น้ำมันโดยรวมของประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน (Jet-A1) จะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยดังกล่าว PRM มองว่าเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทฯ ที่จะนำศักยภาพการดำเนินธุรกิจจากพอร์ตกองเรือที่เข้มแข็งมาช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จากการให้บริการเรือขนส่งภายในประเทศไปยังเส้นทางภาคใต้ ซึ่งจะทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวขยายตัวโดดเด่นในปีนี้ เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจเรือขนส่งปิโตรเลียมระหว่างประเทศที่ PRM ให้บริการเรือ VLCC ขนาด 300,000 DWT โดยประเมินว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่จะขับเคลื่อนการเติบโตต่อจากนี้ หลังจากบริษัทฯ เตรียมรับเรือเพิ่มอีกจำนวน 2 ลำ รวมเป็นเรือขนาด VLCC ทั้งหมด 3 ลำ และมีระวางบรรทุกรวมกว่า 900,000 DWTภายในปี 2565 เพื่อให้บริการแก่กลุ่มไทยออยล์ภายใต้สัญญาระยะยาว ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตของรายได้ประจำและสม่ำเสมอ (Recurring Income) ให้เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนกลุ่มธุรกิจให้บริการเรือขนส่งที่ให้การสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล หรือ Offshore Support คาดว่ายังมีอัตราการเติบโตที่ดีจากการให้บริการเรือ Crew Boat ที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิตและสำรวจปิโตรเลียมที่มีการขยายตัวมากขึ้น และเรือประเภท AWB ซึ่งเป็นเรือขนส่งและที่พักที่มีสัญญาระยะยาวต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มธุรกิจมีความมั่นคงและพร้อมสร้างโอกาสเติบโตต่อจากนี้ เพื่อรองรับกิจกรรมทางทะเลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

“ภาวะเศรษฐกิจของไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง แม้จะมีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แต่ด้วยนโยบายภาครัฐที่เร่งการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน จึงเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ความต้องการใช้เรือขนส่งปิโตรเลียมเพิ่มสูงขึ้น และถือเป็นโอกาสของ PRM ที่จะนำข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันพร้อมด้วยการบริหารพอร์ตกองเรือแบบมืออาชีพ เพื่อช่วยผลักดันการเติบโตของผลการดำเนินงานในปีนี้” นายวิริทธิ์พล กล่าว