PRM
22 มิถุนายน 2569 16:38
9.00 บาท
เปลี่ยนแปลง (% เปลี่ยนแปลง)
+0.20(2.27%)
ปริมาณซื้อขาย (หุ้น)
14,562,515
มูลค่าการซื้อขาย ('000 บาท)
131,380
หน่วย:ล้านบาท
สินทรัพย์รวม
รายได้จากการให้บริการ
กำไรสุทธิ
ดาวน์โหลดเอกสารนักลงทุน
แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ปี 2568
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาส 1/2569
Financial Statement ไตรมาส 1/2569

นายบวร วงศ์สินอุดม

ประธานกรรมการ

บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องในปี 2568 ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความไม่ แน่นอนสูง ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน การแข็งค่าของ เงินบาท ตลอดจนภัยธรรมชาติ ด้วยการดำเนินนโยบายเชิงรุก ความคล่องตัวในการปรับแผนธุรกิจ การตัดสินใจที่ทันท่วงที และการ บริหารจัดการที่มีวินัย

การตัดสินใจเพิ่มการลงทุน จัดหาเรือสำหรับธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (Offshore Support Vessel “OSV”) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเลทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และการจัดหาเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่เพื่อให้บริการระยะยาวแก่โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมในประเทศที่กำลัง ขยายกำลังการผลิตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจทั้งสองกลุ่มเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะธุรกิจเรือสนับสนุน งานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเลที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากการผันผวนของ ปัจจัยภายนอกที่มีต่อธุรกิจในกลุ่มอื่นของบริษัทฯ ได้อย่างเข้มแข็งในปี 2568

ด้านธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (Petroleum and Chemical Tanker “PCT”) ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักที่มี เสถียรภาพ และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา จนบริษัทฯ ต้องหยุดให้บริการขนส่งน้ำมัน สำเร็จรูปไปยังประเทศกัมพูชาในช่วงปลายปี 2568 บริษัทฯ ได้ปรับแผนการดำเนินงาน และเส้นทางเดินเรือให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และจัดสรรย้ายเรือเพื่อให้บริการขนส่งปิโตรเคมีแก่ลูกค้าในต่างประเทศมากขึ้น และสำหรับกลยุทธ์ระยะ ยาวบริษัทฯ ได้ทยอยลงทุนต่อเรือใหม่ที่มีระวางน้ำหนักบรรทุก (Deadweight Tonnage “DWT”) สูงขึ้น ด้วยการออกแบบเรือให้มี ประสิทธิภาพ เหมาะกับภูมิลักษณะของเส้นทางเดินเรือและสามารถประหยัดต้นทุนค่าพลังงานได้มาก เพื่อทดแทนเรือเก่าที่ครบอายุ ใช้งานและรองรับการขยายตัวของตลาดทั้งในประเทศและประเทศข้างเคียง โดยเรือที่สั่งต่อใหม่ 3 ลำแรกจะแล้วเสร็จในปี 2569

สำหรับธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage Unit “FSU”) ซึ่งเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ขับเคลื่อนการ เติบโตของ บริษัทฯ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และไม่มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา โดยได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยง อย่างรอบด้านตามหลักการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer “KYC”) อย่างเคร่งครัดและทำงานร่วมกับบริษัทประกันภัยและ หน่วยงานกำกับดูแลการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ในการตรวจสอบที่มาและความถูกต้องของสินค้า (Cargoes) ก่อนการให้บริการขนส่งสินค้าหรือรับสินค้าเข้าจัดเก็บบนเรือของบริษัทฯ ทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการ เติบโตอย่างยั่งยืนและปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว และภายใต้หลักการธุรกิจดังกล่าว บริษัทฯ พร้อมที่จะ ลงทุนจัดหาเรือ FSU เพิ่ม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ด้านการบริหารการเงิน บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างสูงในการควบคุมวินัยทางการเงินด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างมี ประสิทธิภาพในทุกมิติ รวมถึงการประเมินและบริหารความเสี่ยงของโครงการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย และการให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อกระแสเงินสด ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มี สถานะทางการเงินที่เข้มแข็งและได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อ เนื่องด้วยกระแสเงินสดที่เข้มแข็งและการบริหารกระแสเงินสดที่เหมาะสม จึงช่วยสนับสนุนให้ บริษัทฯ สามารถซื้อคืนหุ้นสามัญรวม ทั้งสิ้น 280 ล้านหุ้น ณ สิ้นปี 2568 และสามารถรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จนได้รับการคัดเลือก โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์จำนวน 30 รายที่มีการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงและสม่ำเสมอ (SET High Dividend 30 “SETHD”) ควบคู่กับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจดังกล่าว

บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ภายใต้กรอบสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environment Social and Governance, “ESG”) โดยได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 พร้อมกับควบคุมดูแลให้การดำเนินงานและการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกมิติรวมถึงการออกแบบเรือที่ต่อใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูง และการ เลือกใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ Hybrid เพื่อลดการใช้พลังงานที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และ จากความมุ่งมั่นยึดหลักธรรมาภิบาลและดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้บริษัทฯ ได้รับการประเมิน ESG Rating ในระดับ AA ได้ รับการรับรองเป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้รับการประเมินผล การกำกับดูแลกิจการใน ระดับ 5 ดาว ในปี 2568 อีกด้วย

สำหรับแนวทางการขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทฯ ยังคงดำเนินนโยบายต่อเนื่องในการเร่งขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ และเพิ่มการ ลงทุนในธุรกิจที่ลูกค้ายังมีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกับผลักดันแผนพัฒนาโครงสร้างการบริหารและศักยภาพของ บุคลากร เพื่อให้พร้อมสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจในต่างประเทศ ที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น รายได้ของบริษัทฯ จะ เติบโตขึ้นอีกระลอกตั้งแต่ปี 2569 จากเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเลจำนวน 6 ลำ ซึ่งเริ่มให้บริการภายใต้สัญญาระยะ ยาวในระหว่างปี 2568 และจะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2569 และจากเรือขนน้ำมันและปิโตรเคมีต่อใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งจะเริ่มให้ บริการในปี 2569 จำนวน 3 ลำ แทนเรือเก่าที่ครบอายุและเรือที่เช่าเสริมจากภายนอก

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่านที่ให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา รวมถึงขอขอบคุณคณะผู้บริหารและพนักงานทุกท่านที่ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรด้วยความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพ จน ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในปี 2568 และวางรากฐานที่มั่นคงให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน